สาเหตุที่แสดงไฟเตือนรูปแบตเตอรี่รถยนต์ขึ้นบนหน้าปัทม์

ไฟเตือนแบตเตอรี่รถยนต์

ก็ยังมีการเข้าใจผิดของผู้บริโภคซึ่งใช้รถยนต์หลายๆคน เนื่องด้วยไฟรูปแบตเตอรี่ที่แสดงอยู่บนหน้าจอขณะที่กำลังทำการขับรถอยู่ โดยคนจำนวนมากเข้าใจว่า ไฟเตือน แบตเตอรี่รถยนต์ ที่กระพริบขึ้นมาระหว่างที่ที่เราขับรถยนต์อยู่นั้น หมายความว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของเรากำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น บางคนถึงกับต้องวิ่งหาร้านสำหรับที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่กันเลยที่เดียว ซึ่งเป็นเหตุการณ์เข้าใจผิด

โดยปกติแล้วเราจะมองเห็น สัญลักษณ์เตือนรูป แบตเตอรี่ บนหน้าปัทม์รถยนต์ เมื่อบิดลูกกุญแจในจังหวะแรกไฟเตือนรูปแบตเตอรี่จะต้องสว่างนิ่ง และครั้นเมื่อเครื่องยนต์ถูกสตาร์ท และทำงานแล้วไฟเตือนจะต้องดับลงตลอดการขับ หากเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่แล้วมีไฟเตือนรูป แบตเตอรี่ สว่างขึ้น ถือเป็นสัญญาณวิกฤติอย่างร้ายแรงทีเดียว

สาเหตุที่ ไฟเตือนแบตเตอรี่รถยนต์ กระพริบ

มันคือการเตือนถึงป้ญหาของ ระบบไฟชาร์จ ของเราว่ามีปัญหาอยู่ ให้ทำการตรวจสอบเช็คระบบไฟชาร์จโดยด่วน ซึ่งตัวปัญหาของ ไฟเตือนแบตเตอรี่ อาจมาจากปัญหาจากสาเหตุดังนี้

ไดชาร์จของเรากำลังมีปัญหา เช่น แปรงถ่านหมด เร็กกูเลเตอร์เสียหาย ทุ่นโรเตอร์ หรือขดลวดสเตอร์ไหม้
สายพานไดชาร์จหลวมหย่อน หรือขาด
ระบบไฟมีปัญหา เป็นไปได้ว่าฟิวส์ขาด หรือสายไฟขาด
ถ้าสายพานไม่ขาด ก็อาจเป็นไปได้ว่าระบบไดชาร์จเสีย แต่ยังมีไฟฟ้าเก็บสำรองในแบตเตอรี่ อยู่ สามารถขับขี่ต่อไปได้ในระยะทางสั้นๆ 5-10 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ และเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงควรปิดวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าลงทั้งหมด เช่น แอร์ เครื่องเสียง ฯลฯ เพื่อให้มีการใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช้าและน้อยลง ในการนำรถไปซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดได้

แต่ว่าทางที่ดีควรพยายามตรวจสถานภาพของไดชาร์จ สายพาน ให้อยู่ในสภาพเป็นปกติทุกครั้งก่อนเดินทาง และเข้าตรวจสอบเช็คที่ศูนย์บริการ ตามระยะเวลาที่มีอยู่ในคู่มือรถกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ และเพื่อการขับรถอย่างมั่นใจตลอดทาง

มีหลายคนที่รู้ความหมายผิดเรื่องนี้ พอทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ไฟก็ยังติดอย่างเดิม ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ ถ้าเป็นรถยนต์สมัยก่อนเค้าจะใช้สัญลักณ์เป็นตัวตัวย่อแทนรูปแบตเตอรี่ เช่น  G มีความหมายว่า Generator หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งก็ทำให้ผู้ใช้รถยนต์รู้ความหมายได้ง่ายกว่าสัญลักณ์รูปแบตเตอรี่ด้วยส่วนหนึ่ง

ก็เอาเป็นว่าต่อไปนี้ถ้ามีไฟรูปแบตเตอรี่โชว์ขึ้นมาที่หน้าปัทม์ให้เราเข้าใจว่าหมายความว่า ระบบไดชาร์จมีปัญหา

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของเเบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำและแบบแห้ง

แบตเตอรี่รถยนต์ มีแนวทางทำงานเเบบไม่ซับซ้อน คือ การเปลี่ยนแปลงพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เมื่อเครื่องยนต์ทำงานเเล้วเจนเนอเรเตอร์ (Generator) จะทำการแปลงเป็นพลังงานกลที่เหลือใช้ เป็นพลังงานไฟฟ้าเเล้วมาเก็บเอาไว้ในเเบตเตอรี่ ในรูปของกำลังแรงงานรูปแบบเคมีไว้ใช้ต่อไป

เปรียบเทียบได้ว่าเป็นหัวใจหลักของรถยนต์เลยทีเดียว เพราะเป็นเเหล่งเกิดพลังงานในการหมุนให้เครื่องยนต์ติดเครื่องได้ และยังป้อนพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่ใช้อำนวยความสะดวกสบายหลายๆอย่างด้วย ดังเช่น ระบบไฟส่องสว่าง วิทยุเครื่องเสียง

แบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำและแบบแห้ง
แบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำและแบบแห้ง

แบตเตอรี่รถยนต์ที่ขายทั่วโดยทั่วไป แยกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  1. แบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำ

คือแบตเตอรี่รถยนต์ที่ต้องทำการเติมน้ำกลั่น เป็นที่นิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก เป็นแบตเตอรี่จำพวกตะกั่วกรดจะมีสารละลายอิเล็กโทรไลท์เป็นของเหลว ซึ่งจะต้องทำการเติมน้ำกลั่นอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้แบตเตอรี้่เสื่อมคุณภาพเร็วเกินไป ส่วนประกอบมันก็เหมือนกับแบตแบบแห้งนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันใช้อีเล็กโทรไลท์หรือกรดซัลฟุริค ซึ่งจะเจือจางด้วยน้ำกลั่นบรรจุอยู่ เนื่องจากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วแบตเตอรี่แบบแห้งและแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นมันก็ไม่เหมือนกันแค่วัสดุที่ใช้ทำแผ่นธาตุเพียงเท่านั้น

แบ่งแยกย่อยออกได้อีกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบตเตอรี่ที่ต้องเติมน้ำกลั่นเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กับ แบบแบตเตอรี่กึ่งน้ำ ซึ่งจะกินน้ำกลั่นน้อยมากนานมากเติมน้ำกลั่นที โดยทั้ง 2 แบบนี้จะมีฝาปิด-เปิดสำหรับกรอกน้ำกลั่น จะมีอายุการใช้งานโดยคร่าวๆ 1.5-2 ปี แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะการใช้งาน ถ้ามีการทะนุบำรุงอยู่สม่ำเสมอก็จะทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

  • ข้อดีของแบตเตอรี่แบบน้ำ คือ

-ราคาค่อนข้างถูก
-คงทนถาวรต่อการรับโหลดทั้งการประจุและคายประจุ

  • ข้อด้อยของแบตเตอรี่แบบน้ำ คือ

-การรั่วไหลหกของสารละลายจากภายในที่มีส่วนผสมของกรดอาจจะทำลายสีของรถได้
ต้องคอยควบคุมการประจุและการเติมน้ำกลั่นอยู่เสมอไม่ว่าจากการระเหยหรือการรั่วหก

2. แบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง
คือแบตเตอรี่ที่ปรับปรุงเพื่อไม่ต้องเติมน้ำกลั่น หรือที่เรียกกันกว้างขวางว่าแบตฯ แห้ง หลายๆคนยังรู้ความหมายว่าแบตเตอรี่แห้งคือ มันแห้งจริงๆ แต่ความเป็นจริงแล้วแบตแห้งที่ถูกนำมาใช้กับรถยนต์ยังคงมีลักษณะที่มีของเหลวอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นจำพวกตะกั่ว-กรดที่ใช้แคดเมี่ยมและไม่ว่าจะเป็นพวกตะกั่วในแผ่นเซลล์หรือพวกที่ใช้สารละลายอัลคาไลน์หรือที่รู้จักกันในชื่อนิเกิล-แคทเมี่ยม

แต่ที่เป็นที่นิยมและใช้งานกันอย่างแพร่สะพัดมากคือแบบตะกั่ว-กรดเพราะมีราคาถูกกว่าแต่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นนั่นเอง แบตเตอรี่แบบแห้งจะไม่มีฝาปิด-เปิดหรือไม่ก็ถูกซีลทับฝาจรดกัน แต่จะมีตาแมวสำหรับสำรวจเช็คระดับน้ำกรด และ ระดับไฟ อายุใช้งานขึ้นกับเหตุหลายอย่าง สังเกตุง่ายๆให้ดูการรับประกันอายุใช้งานของแต่ละยี่ห้อดีกว่า

  • ข้อดีของแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง คือ

-ไม่ต้องทำการเติมน้ำกลั่น
-สะดวกสบายต่อการใช้งานอย่างมาก
-จำนวนแก๊สที่เกิดขึ้นจากปฎิกริยาทางเคมีภายในมีน้อย
-การปล่อยทิ้งไว้ในสภาพการณ์ไม่มีไฟประจุสามารถอยู่ได้ในช่วงเวลาที่นานกว่าแบตธรรมดา

  • ข้อด้อยของแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง คือ

-ราคาแพงมากกว่าแบตเตอรี่แบบธรรมดา
-เป็นระบบปิดที่มีรูหายใจแบบทางเดินทางเดียวขนาดย่อมถ้ามีการอุดตันอาจจะเกิดปัญหาด้านความดันภายในหรือความร้อนโดยเฉพาะระบบประจุที่พลุ่งพล่านเนื่องจากเกิดปัญหาในระบบการประจุ
-แบตเตอรี่แบบที่ปิดผนึกแบบไม่ใช้อีเล็กโตรไลท์ถ้าซิลของช่องหายใจเกิดหลุดจะเกิดการล้มเหลวเนื่องจากมีความชื้นเข้าไป

การพ่วงสายแบตเตอรี่รถยนต์

หากแบตเตอรี่รถยนต์หมด ไม่สามารถสตาร์ทรถได้ จำเป็นต้องทำการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อให้มีแรงฉุด สตาร์ทรถขึ้นมาอีกครั้งได้ โดยจำเป็นที่จะต้องมีรถยนต์อีกคันที่เข้ามาพ่วงช่วยเหลือ และต้องมีแบตเตอรี่ในสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะทำการพ่วงได้ ซึ่งต้องนำรถทั้งสองคันมาจอดข้างๆกัน และกะระยะให้สายพ่วงแบตเตอรี่สามารถต่อถึง โดยดูว่าแบตเตอรี่อยู่ด้านใดของรถ เสร็จแล้วจึงเริ่มดำเนินการพ่วงสาย ตามรูปด้านล่างดังนี้

พ่วงสายแบตเตอรี่รถยนต์

1.สายเส้นแรกซึ่งส่วนมากจะเป็นสีแดง เริ่มหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่ไฟหมดหรือรถที่สตาร์ทไม่ติด โดยถือปลายสายอีกด้านลอยไว้ แล้วจึงหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟหรือขอรถคันที่มาช่วยเหลือ

2.สายเส้นที่สองซึ่งส่วนมากจะเป็นสีดำ หนีบขั้ว – ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วจึงทำการหนีบปลายเข้ากับตัวถังหรือโลหะภายในห้องเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่ไม่มีไฟ (โดยไม่ควรหนีบเข้ากับขั้ว – ของแบตเตอรี่ที่ไฟหมด เพื่อป้องกันเกิดการระเบิดของแบตเตอรี่ได้ เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ซึ่งจริงๆมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

3.จากนั้นทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่มีไฟ ทำการเร่งคันเร่งนิดนึง เพื่อให้ประจุไฟออกมาเต็มที่ แล้วจึงทำการสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่ถูกพ่วง

4.เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจึงจะทำการถอดสายพ่วงออกทีละขั้ว โดยเริ่มจากปลายสาย – ด้านที่หนีบอยู่กับตัวถังรถภายในห้องเครื่อง แล้วจึงตามด้วยการถอดปลายอีกด้าน หลังจากนั้นให้ถอดปลายสาย + ที่หนีบอยู่กับแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วจึงทำการถอดปลายสายอีกด้าน โดยในการถอดนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ปลายสายสัมผัสกับสิ่งใด เพราะอาจเกิดการสปาร์คไฟได้

วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน แต่หากไม่สามารถหารถยนต์ หรือหาแบตเตอรี่มาพ่วง ก็สามารถโทรหาช่างน้อยได้ มีบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์นอกสถานที่ ติดต่อ ร้านแบตเตอรี่รถยนต์ ระยอง ได้ที่ ช่างน้อย แบตเตอรี่ระยอง 089-6019210 , 064-9671579 แล้วรอรับการบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ถึงที่

การดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ให้คุ้มค่าและทนทานมากที่สุด

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์ไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นชนิดแห้งหรือชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่นก็ควรที่จะทำการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์อยู่เสมอ มีการตรวจสอบเช็คซักเดือนละหนึ่งถึงสองครั้งหรือตอนที่เปิดฝากระโปรงออกมาก็ควรตรวจเช็คมันก็คือดูๆมองๆมันบ้าง เพราะก็ไม่ได้เสียเวลามากมายอะไรในการตรวจเช็ค โดยดูแลสภาพภายนอกในส่วนที่จับต้องได้คือ

1. ตรวจสภาพภายนอกของแบตเตอรี่

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำเอาแบตเตอรี่จะไม่เก็บประจุไฟฟ้า
การนูนหรือเสียรูปของแบตเตอรี่ เกิดจากความร้อนหรือการประจุไฟเกินหรือการระบายแรงดันไม่ดี
แบตแตกร้าว ต้องดูว่ามีร่องรอยการซึมออกมาของกรดหรือของเหลวที่บรรจุภายในหรือเปล่า ในจุดที่มิใช่รูระบายอากาศหรือช่องหายใจ เช่นตามขอบ-ด้านข้าง-ฝาครอบ หรือความล้มเหลวของแบตเนื่องจากการประจุแรง-ระบายแรงดันภายในไม่ทันหรือแม้แต่การรัดของตัวยึดที่แน่นหนาเกินไป
ขยับดูตัวแบตเตอรี่ว่าติดกับฐานแน่นพอเหมาะพอดีหรือไม่ เอาแค่ตึงมือเพราะการขันตัวล็อคให้แน่นเกินไป โดยเฉพาะจำพวกที่เป็นเหล็กพาดผ่านตัวแบตนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเตอรี่บวมหรือแตกร้าวได้

2. ตรวจสภาวะของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่

การดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ตรวจระดับน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนดในแบตเตอรี่
ถ้าเป็นแบตชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเช็คและเพิ่มเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในช่วงระดับ ไม่ควรให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่างสุดมากกว่า ๕ มม.หรือครึ่งเซ็นติเมตร แม้ว่าระดับดังที่กล่าวมาแล้วของเหลวยังคงสูงกว่าแผ่นธาตุแต่ถ้ารถลาดเอียงหรือทางลาดชันจะทำให้ระดับของเหลวไม่ท่วมแผ่นธาตุ และไม่ควรเติมสูงเกินดี จะทำให้ขั้วแบตสกปรกจากขี้เกลือเร็วขึ้นมาก

3. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้ใสสะอาดเสมอ

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ถ้ามีรอยคราบเกลือหรือสกปรกเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด
เขยื้อนดูขั้วแบตเตอรี่ว่าแน่นดีหรือไม่ ถ้าขยับได้ควรขันให้แน่น
เช็คว่าขั้วของแบตเตอรี่เปื้อนหรือมีขี้เกลือเกาะติดหรือเปล่า กรณีที่ติดตั้งหนแรกควรซื้อแผ่นรองขั้งแบตที่ชุบสารหล่อลื่นไส่ที่ขั้วแบตตั้งแต่ทีแรก แต่ถ้าขั้วแบตเขรอะก็ควรทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำอุ่นถึงร้อนค่อยๆเทราดลงไปที่ขั้วแบตแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าขัดจนขั้วเกลี้ยง จากนั้นเช็ดให้แห้งแล้วใช้น้ำมันจาระบีหรือวาสลีนทาบางๆให้ทั่วที่หัวขั้วแบตเตอรี่

4. ตรวจสอบเช็คระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์

ระบบไฟชาร์จต่ำกว่าหรือสูงไปไหม ถ้าต่ำไปจะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในช่วงเวลาสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในเดือดและระเหยเร็ว
5. ช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ

ความสามารถการแพร่กระจายของน้ำกรดและน้ำกลั่นจะลดลงลง เพราะฉะนั้นควรสับหลีกการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น
6. ควรเรียนรู้ถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

อุปกรณ์เสริมที่ใช้กำลังไฟเยอะ เช่น ระบบเครื่องเสียง ไฟตัดหมอก ให้พอเหมาะกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี

เทคนิคเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ ให้เหมาะกับการใช้งาน

การเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ เราต้องรู้จักการเลือกซื้อ เพราะเราจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดของแบตเตอรี่แต่ละชนิดได้เหมาะสมกับรถยนต์ของเรามากที่สุด เพราะแบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งาน ในการเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีนั้นจะทำให้เราประหยัดและได้สินค้าคุณภาพที่ดีและคุ้มค่าเงินของเราที่เสียไป

เทคนิคเลือกแบตเตอรี่รถยนต์

จะเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อไหนดีนะ

1.เลือกแบตเตอรี่รถยนต์ที่ผลิตมาไม่นาน ไม่ค้างสต๊อก

โดยสังเกตุได้จากวันเดือนปีที่ผลิตแบตเตอรี่ จะมีรหัสของการผลิตคล้ายๆกันกับยางรถยนต์ หรือถามจากผู้จัดจำหน่าย

2.เลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ

เลือกที่มีคุณภาพการผลิตสูง และมีโรงงานมาตรฐานสากลให้การรับรอง

3.ใครที่เหมาะกับการใช้แบตเตอรี่ธรรมดาที่เติมน้ำกลั่น

เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับรถยนต์ที่มีการตกแต่ง ดัดแปลง หรือเพิ่มเติมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายหลัง เช่น ระบบเครื่องเสียงรถยนต์ ไฟตัดหมอก การเพิ่มกำลังไฟหน้าที่สว่างกว่าเดิมที่จะมีการใช้ไฟจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดการประจุและการเหนี่ยวนำกระแสไฟมากและรุนแรง ทำให้อายุงานของแบตแห้งนั้นจะสั้นลงนั่นเอง

4.ใครที่เหมาะกับการใช้แบตเตอรี่แห้งหรือแบบที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น

แบตเตอรี่แห้ง เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาดูแลรถมากนักหรือไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ รถต้องไม่มีการแต่งเติมอุปกรณ์ไฟฟ้าเกินกว่าสภาพเดิมมากเกินไป

5.เทคนิคการเลือกใช้แบตแห้ง

ต้องทำการศึกษาข้อมูลและดูรายละเอียดของการซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งแต่ละยี่ห้อนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันพอสมควร

6.แล้วควรเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ยังไง

เลือกซื้อแบตเตอรี่ที่มีขนาดแอมแปร์เท่ากับหรือมากกว่าของเดิมที่เคยติดมากับรถ เช่น

  • รถญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1300-1800 cc ควรเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีขนาด 45-60 แอมป์
  • รถญี่ปุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ 2000-3000 cc ควรเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีขนาด 60-75 แอมป์
  • รถกระบะที่มีขนาดเครื่องยนต์ 2000-3000 cc ควรเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีขนาด 70-90 แอมป์

7.กรณีรถที่อายุการใช้งานมานาน ต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

ควรเพิ่มค่าแอมป์มากกว่าแบตเตอรี่ลูกเดิมซัก 5-10 แอมป์ เนื่องจากเมื่ออายุการใช้งานของรถมากขึ้น สายไฟจะมีค่าการนำไฟฟ้าลดลงหรือมีความต้านทานมากขึ้น จำเป็นต้องเผื่อการจ่ายกระแสไฟที่มากขึ้น